กว่าสิบปีก่อน ที่ร้านหมูกะทะนั้นเฟื่องฟูในไทย ไม่ว่าที่ไหนก็ต้องมีร้านบุฟเฟ่หมูกะทะ

ราคาอยู่ตั้งแต่หัวละ 99 129 149 189 199 แยกค่าน้ำ ค่าน้ำแข็งออกไป

ในร้านก็จะมีหมูหมัก วัวหมัก ไก่หมัก มีของทอดพวกไก่ทอด หมูพันเศษอ้อยทอด เฟรนช์ฟราย และส้มตำรสชาติห่วยๆ

มีของหวานเป็นลอดช่อง เฉาก๊วย สลิ่ม ผลไม้ เป็นต้น เราขอเรียกร้านพวกนี้ว่า หมูกะทะจับกัง

เพราะว่ามันจะมีพวกร้านหมูกะทะที่เกรดสูงกว่าร้านแบบนี้ และขายเป็น A la carte อยู่อีกด้วย

พอมาถึงยุคนึงที่ร้านเนื้อย่างสไตล์ญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาตีตลาดในไทย ร้านหมูกะทะจับกัง ก็เริ่มตัวแตก และเริ่มจากหายกันไป…

วิถีการกินบุฟเฟ่ก็เริ่มเปลี่ยนไป สู่อาหารประเภทอื่นแทน….

ทำไมเราถึงเลิกกินหมูกะทะจับกังกันนะ?

ลืมเหตุผลที่เราเลิกกินร้านแบบนี้ไปแล้วแฮะ

อยากกินหมูกะทะจับกังจังเลย….

คำพูดที่หลุดออกมาจากปากผมในวันนึง เราอยากได้ความรู้สึกเหมือนสมัยเด็กๆ ที่ไปตักหมูหมักจากถาด ตักของทอดมากิน

คิดถึงช่วงสมัยที่เรากินบุฟเฟ่ เพื่อความคุ้ม ความสะใจ ความอร่อยเป็นเรื่องรอง ขอกินเอาคุ้ม เอาให้จุใจก็เพียงพอ

ถึงแม้ว่าเราจะคิดอย่างนั้น แต่ก็แน่นอนว่า ร้านพวกนี้มันหายากมากๆแล้วในตอนนี้ ก็เลยตัดใจไป

มาถึงวันนึงที่เราได้เจอกับเพื่อนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน มันมีชื่อว่า ไอ้ติ๊ก

เฮ้ยติ๊ก แถวนี้ยังมีร้านหมูกะทะโง่ๆ เหมือนสมัยก่อนอยู่ไหมวะ?

เราถามติ๊กออกไป โดยไม่ได้หวังว่าจะได้คำตอบที่ต้องการ

มีสิ ก็ไอตรงโรงเรียนวัดสุทธิไง

ไอ้ติ๊กตอบกลับมา อย่างมั่นใจว่ามีอยู่แน่นอน เห็นบอกว่าเพิ่งไปกินมาเมื่อสองสามเดือนก่อน

เอ๊ะ? ยังมีอยู่อีกเหรอเนี่ย ไอ้ร้านนั้น เป็นร้านหมูกะทะ ที่อยู่มานานมาก และถือว่าเป็นร้านที่ดัง และใหญ่มากๆในสมัยก่อน

ล้อมรอบไปด้วยงานวัด จัดกิจกรรมขายของตลาดนัด บนลานโล่งๆที่ใช้เป็นที่จอดรถของเขตนั้น

ไม่คิดว่ายังมีอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ เราได้คำตอบจากไอ้ติ๊ก เราบทสนทนาก็จบลง…

ผ่านไปสองวัน ก็มี Line ทักมาจากไอ้ติ๊ก

กินเจ ป่าวเม้ง ถ้าไม่กิน ค่ำหรือเย็นนี้ไปกินหมูทะ สุทธิกัน

คำชักชวน จากไอติ๊กที่น่าจะโดนคำถามเราที่ถามไปวันก่อนๆ ไปไซโคในแกนสมอง ทำให้ไอ้ติ๊กเกิดอยากกินหมูกะทะขึ้นมา

เออ ไปก็ได้

ถึงเวลาตอน 1 ทุ่ม ก็ออกเดินทางไปที่ร้านหมูกะทะกัน

สิ่งที่ได้เห็นก็คือ ร้านหมูกะทะขนาดใหญ่ ที่ดูครึกครื้น มีคนกินอยู่เป็นจำนวนมาก ภายในร้านก็จะมีเวทีร้องเพลงเสียงดังๆหนกขูอยู่ด้วย

การที่ร้านหมูกะทะมีเวทีร้องเพลงอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ตลอดมาว่า ร้านนี้แม่งคนเยอะจริง จนต้องมีจ้างคนมาร้องเพลง

ราคาของหมูกะทะได้ถูกอัพเกรดมาถึง 259 บาทแล้ว โดยเป็นราคาที่รวม softdrink แล้ว ก็ถือว่าเป็นราคาที่พอยอมรับได้

หากอยากกินซีฟู๊ดปิ้งย่าง เพิ่มเตาเผา ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 79 บาท ต่อหัวเข้ามา

ตรงไลน์ตักของปิ้งย่าง ก็จะมีของเรียงรายกันยาวมาก ถ้าพูดถึงความกว้างของไลน์ตักของสดล่ะก็ประมาณ 8-10 เมตรได้

ของก็จะมี หมูหมัก ปูอัด แฮม ปลาหมึก เนื้อวัวหมัก เบค่อน ลูกชิ้น หมูหมัก ปูอัด แฮม ปลาหมึก เนื้อวัวหมัก เบค่อน

เอ๊ะ? ทำไมมันซ้ำกันวะ

ไลน์ของสดเหมือนจะมีเยอะ ที่ไหนได้ มันวางซ้ำกันเยอะมาก ทำให้ดูเหมือนมีเยอะ

แต่จะมีสิ่งนึงที่แปลกใจมากคือ พุงปลาแซลมอนแบบคุณภาพห่วยๆ ไม่คิดว่าของแบบนี้จะมาขายอยู่ในร้านหมูกะทะจับกังเลย

แถมยังมีหมูสไลด์ ที่สไลด์โดยเครื่องด้วย ทำให้เนื้อหมูออกมาเป็นแผ่นๆสวยๆ แต่ร้านนี้มันสไลด์มา แล้วเอามาวางกองๆเป็นจานวางไว้ให้หยิบ

พวกร้านหมูกะทะ ก็ต้องทำให้ตัวเองรอดล่ะนะ ต้องรู้จักหาอะไรใหม่ๆเข้าร้านบ้าง ไม่งั้นคนเปลี่ยนไปกินอย่างอื่นกันหมด

มาถึงตรงไลน์ของซีฟู๊ด ก็จะมี หอยเชล หอยหวาน ปูอะไรก็ไม่รู้ กุ้งสด คนก็จะแห่กันมาล่ากุ้งสด แล้วเอาไปน๊อคในน้ำเย็น แล้วก็เอาไปปิ้งกินกันสนุกสนาน

สิ่งที่เรามองเห็น แล้วรู้สึกแย่มากคือ มันมีคนที่มาน๊อคกุ้งให้ขยับไม่ได้ แล้วขณะเอากลับไปที่โต๊ะ

ก็มีทำกุ้งตกพื้น แต่ไม่เก็บ ปล่อยให้นอนอยู่ที่พื้น แล้วคนอื่นก็เดินมาเหยียบโดยไม่รู้ตัว แบนติดอยู่ที่พื้นของร้าน

รู้สึกแย่จัง เอาชีวิตกุ้งมาแล้ว กลับทิ้งให้โดนเหยียบเละอยู่กับพื้นร้านอาหาร

หลังจากตักของกินกลับมาที่โต๊ะแล้ว ก็เริ่มปิ้งสิ่งที่ตักมากิน รสชาติของอาหารก็บอกได้เลยว่า

งั้นๆอะ… กินได้เฉยๆ

แต่นี่ล่ะ คือสิ่งที่เราแค่อยากรู้สึกเฉยๆ อยากคิดถึงวันที่เคยกินร้านแบบนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนเท่านั้นเอง

กินมาได้ซักพักนึงก็เริ่มวางมือแล้ว เพราะรู้ตัวเองว่าเราหมดวัยที่จะมากินจุแล้ว กินพอหายอยากก็พอ

บนโต๊ะเหลือพุงปลาแซลอยู่สองชิ้น เราก็เอาไปปิ้งบนเตาย่างซีฟู๊ดให้แห้ง แล้วเอามากิน รสชาติมันก็ถือว่าฟินดี

กินเสร็จ เราก็ปิดพิธีโดยการกินน้ำโคล่าเข้าไปในคอ

อะไรอยู่ในปาก….

มันเป็นความรู้สึกคล้ายๆกับเวลาเรากินอาหารแล้วมีเศษๆติดอยู่ในปากอะ แต่อันนี้มันไม่ใช่ เรารู้สึกได้ว่ามันไม่น่าใช่เศษอาหารนะ…

เราใช้ลิ้นดันวัตถุนึงให้ติดอยู่ที่เพดานปาก และกลืนส่วนของน้ำลงคอไป จากนั้นตัดสินใจไม่กินมัน และถุยออกมาจากปาก

สิ่งที่ถุยออกมา กระเด็นลงไปในถ้วยน้ำจิ้มที่โดนจิ้มหมดแล้วจนเห็นก้นถ้วย มันคือ

แมลงวันตัวใหญ่…

เสี้ยววินาทีที่ไอ้เม้งเห็นแมลงวันที่ไปสู่สุขคติแล้วอยู่ในชาม ลิ้นก็จุกปาก

เหมือนร่างกายมันเป็นยามเปิดประตูห้างวันที่มีลดราคา 90% แล้วมีลูกค้ายืนรอห้างเปิดเป๊ะ

ทุกอย่างในท้องพร้อมจะรีเวิร์สของทุกอย่างที่อยู่ในกระเพาะออกมาจนถึงของที่กินไปเมื่อสามวันก่อนเลย

ไอ้เม้งตั้งสติ แต่ไม่ได้โวยวายและไม่ได้บอกไอติ๊ก จากนั้นก็ถามไอติ๊กว่า เฮ้ย ห้องน้ำอยู่ไหนวะ…

เมื่อได้พิกัดแล้วก็เดินไปห้องน้ำ โดยในหัวมีความคิดพัวพันกันยุ่งเหยิงเต็มไปหมดหัว

เริ่มคิดว่าวันนี้เราทำอะไรไปบ้าง

เอ ไอติ๊กชวนกินหมูกะทะ วันนี้เล่น pubg ดวงโคตรเฮงซวย เล่นจนเหลือสองคนสุดท้ายแล้วเผลอปาระเบิดขวดใส่ตัวเองตาย

เล่น pubg กะไอติ๊ก ดวงโคตรแย่  หาของไม่ได้เลย วันนี้เป็นวันที่โชคไม่ดีเลย อา…  วันนี้คงไม่มีอะไรซวยไปกว่านี้แล้วมั้ง 

ไอเม้งเริ่มหลอกตัวเองว่าวันนี้มีเรื่องซวยเยอะแล้ว เรื่องเมื่อกี้ไม่มีอะไร แค่เรื่องธรรมดา

ไปถึงห้องน้ำโดยปกติแล้ว ทุกคนเข้าห้องน้ำสิ่งที่ทำคือ ไม่ฉี่ ก็ล้างมือ

แต่ไอเม้งเข้าไป รีบเดินเข้าไปที่อ่างล้างมือ แล้วล้างลิ้น แลบลิ้นออกมาสุดๆ แล้วเอามือทั้งสองข้างเกาลิ้นอย่างแรง

เป็นความรู้สึกที่พะอืดพะอมมาก อยากอ้วก แต่ก็ไม่อ้วกดีกว่า หลังจากออกมารีบไปที่ตู้ไอติมโคน

แล้วเอาไอติมมากินโดยพยายามเอาความเย็นลบล้างความรู้สึกของลิ้นที่เราสัมผัสแมลงวันและกดมันเข้ากับเพดานปาก

หลังจากกลับมาโต๊ะ ก็เอาแก้วใบใหม่มาเทน้ำส้มกินไปได้ครึ่งแก้ว มองเข้าไปในแก้ว

ไอเหี้ย แมลงอีกแล้ว

ไม่ดงไม่แดกแม่งแล้ว เฮ้ยไอติ๊ก เรียกคิดเงินเหอะ

ออกจากร้านมาก็ได้แต่คิดว่า เอาน่ะ นี่ล่ะ ร้านหมูกะทะจับกัง จะมาหาความสะอาดจากมันก็ไม่ได้อยู่ละ

หลังจากส่งไอติ๊กกลับบ้านแล้ว เรารีบบึ่งไปเซเว่น และหยิบลิสเตอร์ลีนมาทันที

กลับบ้านมา บ้วนไป 4 ทีแบบไม่เสียดายน้ำยาบ้วนปากซักนิดเลย แล้วคิดว่า

เอาน่ะ ไม่มีอะไรแล้วล่ะ เมื่อกี้เราไม่ได้กลืนมันลงไป แค่นี้ก็ดีถมเถแล้ว แค่มันไม่ใช่แมลงสาบก็ดีถมเถแล้ว

ตอนนี้ที่เราพิมพ์ยังขนลุกอยู่เลย ยังรู้สึกถึงสัมผัสที่เราเอาลิ้นดันแมลงวันอยู่ในปาก มันยังคาอยู่ที่ลิ้นอยู่เลย

ตอนนี้เรานึกคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมเราถึงเลิกกินหมูกะทะจับกังกันนะ? ออกแล้วล่ะ…

ไอเชี่ยติ๊ก มึงไม่น่าชวนกูเลย…