Avermedia C875 การ์ดแคปเจอร์ All in One เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากจะหัดทำ Game Video Content

game capture

หายไปนานกับการรีวิวแคปเจอร์การ์ด เนื่องจากเจ้า Monster X U3.0R ตัวโปรดของผม มันสุขภาพดี ไร้ปัญหา เลยไม่ได้มองหาการ์ดแคปใหม่ๆเลยครับ แต่ถึงแม้ว่าจะหายจากการอัพเดทบล๊อคไปนาน แต่ตัวผมก็ยังเปิด Live Streaming อยู่แทบทุกคืนนะ !

เข้าเรื่องดีกว่า คราวนี้ตัวการ์ดแคปที่ผมจะมารีวิวนั้นคือเจ้า Avermedia C875 ซึ่งเป็นการ์ดรุ่นเก่าที่มีการพูดถึงอยู่ในวงการตัดต่อวิดีโอและสตรีมมิ่ง เมื่อปี 2013-2015 ก็เป็น 1 ในตัวที่ผมมองผ่านไป เพราะว่าด้วยจุดด้อยของมัน ที่ไม่สามารถ Bypass เจ้าสัญญาน HDCP ตัวปัญหา ที่อยู่คู่กับ PS3 PS4 และ PSVita TV ผมก็เลยไม่ใช้มัน

ครั้งนี้ผมได้มาเพราะว่ารุ่นน้องสั่งมาจากต่างประเทศ ด้วยราคาประมาณ 4000 บาท (เห็นว่าในไทย 8พันกว่าเลยเหรอ?) ก็เลยขโมย(ยืม) มาทดลองใช้งานดูและเอามารีวิวหน่อยละกัน

ตัวกล่องจะค่อนข้างเล็กมาก

IMG_5317_resize

IMG_5318_resize

ของที่แถมมาในกล่องจะมีเพียงเท่านี้

1. Capture Card
2. Xsplit Gift Certificate Premium 3 months (ปล้นเรียบร้อย)
3. PS&PS2 Port
4. Component Port
5. 3.55 Cable to 3.55 Cable
6. กระเป๋าขนาดเล็กสำหรับใส่ AverMedia

IMG_5319_resize

ช่องโดยรอบ เริ่มจาก HDMI In & Out  Audio In & Out

IMG_5321_resize

AV In สำหรับเสียบสายต่อตรงเข้า PS1&PS2 และ Component

IMG_5322_resize

สำหรับต่อสายไฟ โดยจะเป็น usb 2.0 ใช้สำหรับเป็นไฟเลี้ยง และส่งไฟล์ที่อัดเข้าสู่ PC นั้นๆ

IMG_5323_resize

เป็นสวิตสำหรับเลือกในการเก็บข้อมูลที่อัดมา เข้าสู่ PC หรือ SD Card

IMG_5324_resize

ช่องสำหรับเสียบ SD Card

IMG_5327_resize

จุดเด่นของการ์ดตัวนี้เลยหลักๆก็คือสามารถอัดเกมเครื่องคอนโซล โดยไม่ต้องต่อเข้าคอมเลย เพียงแค่ต่อสาย USB เข้าสู่ Usb Port ของเครื่องเกม เพื่อเป็นไฟเลี้ยง และต่อ HDMI จากเครื่องเกมเข้าสู่การ์ดตัวนี้เข้าสู่ HDMI Port In และต่อ HDMI จาก TV ที่ใช้เล่นเกม เข้าสู่ HDMI Port Out และสามารถกดปุ่มโลโก้ที่บนตัวการ์ด เพื่อเริ่มการอัดได้เลย โดยเบื้องต้น ตัวการ์ดจะอัดภาพตามคุณภาพของ Resolution ที่เครื่องเกมได้ตั้งค่าไว้

ในขณะเล่น เราก็ต้องต่อหูฟัง เพื่อฟังเสียงจากในเกม ผ่านตัวการ์ดด้วยดังภาพครับ ไม่งั้นเวลาอัดเกมไปด้วย พูดไปด้วย เสียงจากลำโพงทีวี จะเข้าไมค์โครโฟนหมดครับ

IMG_5325_resize

หากตั้ง 720p ก็จะบันทึกด้วย Frame Rate ระดับ 60fps และความชัดของบิทเรตภาพระดับ 12Mbps
หากตั้ง 1080p ก็จะบันทึกด้วย Frame Rate ระดับ 30fps และความชัดของบิทเรตภาพระดับ 12Mbps

ถึงแม้ว่าจุดเด่นของการ์ดตัวนี้จะไม่ต้องใช้คอมสั่งการ หรืออัดอะไรเลย แต่มันก็ยังมีจุดเสียอยู่เพราะว่าต้องอัดและเซฟลง SD Card เท่านั้น และขนาดไฟล์ที่อัดมาก็ไม่ใช่เล็กๆเลยด้วย ทำให้ SD Card นั้นไม่เพียงพอสำหรับการจุอย่างแน่นอน
ซึ่งโดยปกติแล้วคนที่อัดเกม เขาคงไม่อัดเกมแค่แปปเดียวหรอกจริงไหม? ต้องเปิดอัดไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น หากต้องการอัดระยะเวลานาน ยังไงก็ต้องต่อ usb เข้าที่ PC และสั่งอัดผ่านคอมอยู่ดี เพื่อให้ไฟล์ที่อัดนั้นถูกเซฟลงไปในเครื่องคอมเราได้ในทันทีเลย

จุดเด่นอีกตัวนึงที่ผมค่อนข้างชอบมากๆในตัวการ์ดนี้คือ ในคอมนั้นเราสามารถตั้งค่า และสั่งการตัวการ์ดนี้ได้ผ่านโปรแกรมของตัวมันเอง เรียกว่า AVerMedia RECentral

Aver1

สามารถตั้งค่าว่าเราจะอัดออกมาด้วย Resolution เท่าไร Video Birate เท่าไร Audio Bitrate เท่าไร Format อะไร (มี .ts และ .mp4 h264)  และซึ่งเราสามารถสั่งให้อัดเสียงพูด ให้แยก Channel ออกไปได้อีก ซึ่งเป็นอะไรที่วิเศษสำหรับผมมาก เพราะเวลาเอาไปตัดนั้นสามารถแก้ไขเรื่องเสียงพูด และเสียงเกมทีกลบทับกันได้อย่างดี

Aver3

พออัดออกมา ไฟล์จะถูกแบ่งออกมาเป็น 2 ไฟล์ .ts ไฟล์วิดีโอ และ .mp3 ไฟล์เสียงพูดของเรา

Aver2

ตัวอย่างที่ลองอัด ผมก็จะใช้คู่กับไมค์ Blue Yeti ของผม

IMG_5326_resize

ตัวอย่างไฟล์ที่ผมได้เอามาตัดต่อเรียบร้อยแล้ว

[divider]

แต่เมื่อพูดข้อดีแล้ว ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย หลักๆเลยที่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไรก็คือ เจ้าตัว Avermedia เนี่ย มันมีปัญหาเรื่อง ไม่สามารถ Bypass สัญญาน HDCP ได้ อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้น ซึ่งในตัวเครื่องเกมของ Sony ทั้งหลายจะมีเจ้า HDCP นี่หมดเลย ทำให้เวลาเสียบสาย HDMI จากเครื่องเกมนั้นๆเข้าเครื่อง ภาพมันจะไม่ขึ้น ซึ่งถ้าเป็นบนตัว PS4 จะสามารถไป Disable ได้อยู่ แต่ถ้าหากเป็น PS3 หรือ VitaTV มันไม่สามารถ Disable ได้ จึงไม่สามารถเรียกภาพขึ้นมาได้ แต่ว่า ก็พอจะมีทริคอยู่วิธีนึงนั่นก็คือเราจะต้องใช้ HDMI Splitter เป็นตัวที่ทำให้สัญญาน HDCP จากเครื่องเกม ที่ส่งมาทางสายนั้น ถูกขจัดออกไป ตัวอย่างการต่อสายสัญญานก็จะประมาณนี้

◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇
◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◆◆◆◆◆◆◆Card Capture◆◆◆◆◆◆◆◆TV◇◇◇◇◇
◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◆◇◇◇◇◇◇◇◇◇◆◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇
◇◇PS3 ◆◆◆◆◆◆◆◆◆ Splitter◇◇◇◇◇◇◇TV◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇
◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◆◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇
◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆TV◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇
◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

◇ = ไม่มีอะไร แค่เอามาทำให้เส้นสีดำเข้าใจง่ายขึ้น
◆ = สาย HDMI

ปัญหาต่อมาที่ผมพบเห็นคือ หากใช้เจ้าการ์ดตัวนี้เล่นไปด้วย Live ไปด้วย ในโปรแกรมมันเลย จะเกิดปัญหา Delay หรือ Lag ของภาพ ประมาณเสี้ยววินาที ทำให้เล่นเกมแทบจะไม่ได้เลยครับ ผมจึงมองว่าเจ้าการ์ดตัวนี้ไม่ค่อยเหมาะกับการเอามาใช้ในการสตรีมมิ่ง แต่เหมาะกับการเอาไป Recording สำหรับใช้ทำวิดีโอมากกว่า

หากใช้ Component จะเห็นอาการ Lag ได้ชัดมากๆครับ เพราะว่าตัว Component ไม่มี Output จากตัวการ์ด ทำให้ต้องเล่นผ่าน Preview ของตัวโปรแกรมมัน

Aver4

อันนี้เป็นตัวอย่างการ Lag ที่เจอครับ

ซึ่งไปอ่านจาก Wiki ของทางญี่ปุ่นแล้ว มีแต่คนแนะนำว่า หากใช้การ์ดตัวนี้ เล่นเกม ที่เป็นสาย AV หรือ Component จะต้องมีตัว Splitter สายอีกทีนึง เพื่อแยกไปที่ทีวี ใช้สำหรับเล่นโดยเฉพาะด้วย แต่ก็ยังเอาไป Live ไม่ได้อยู่ดี

แต่ต้องยอมรับเลยครับว่าภาพจาก Component ที่ตัวการ์ดสามารถรับออกมาได้นั้น ช่างคมสุดยอดจริงๆครับ ทั้งๆที่แสดงบนหน้าจอคอมที่มีความละเอียดสูง ภาพก็ยังไม่แตกเลย

ด้วยจุดด้อยต่างๆนี้ จึงทำให้ถึงแม้ผมจะเรียกมันว่า All in One แต่ว่ามันไม่ All มาจนถึงด้านการสตรีมมิ่ง ก็แล้วกันครับ

[divider]

เมื่อลองเปิดดูโปรแกรม AVerMedia RECentral ดูแล้วจะพบว่ามีโหมดของการ เอาภาพจากจอคอมอีกเครื่องนึงมาแสดงได้ด้วย ซึ่งในส่วนนี้ผมไม่สามารถทดสอบได้ครับ เนื่องจากไม่มีเครื่องคอมสำรองแต่อย่างใด ในตอนนี้ครับ ยังไงก็ต้องขออภัยสำหรับใครที่ต้องการจะมาดูข้อมูลในส่วนนี้ ผมไม่สามารถทดสอบให้ได้ครับ

aver5 aver6 aver7

[divider]

สรุป

การ์ดตัวนี้ จากมุมมองของผมแล้ว ผมคิดว่ามันเหมาะสมกับผู้ที่ต้องการจะเอาไปอัดเกมจากเครื่องเกมคอนโซล เป็นอย่างมาก แต่หากจะเอามาอัดเกมจาก PS3 VitaTV และ PS4 คงจะต้องลงทุนเพิ่มอีกหน่อย ในการใช้อุปกรณ์ Bypass HDCP ครับ และเป็นตัวที่เหมาะสมกับผู้ที่เพิ่งหันมาหัดใช้อุปกรณ์ประเภทนี้ เพราะว่ามีเครื่องมือที่ครบครัน เหมาะสมกับการเอาไปทำ Video Content มากกว่าจะเอามาใช้ในการทำ Live Streaming และตัวการ์ดมันใช้ง่ายมาก ถ้าเทียบกับการ์ด Monster X U3.0R ที่ผมใช้แล้ว คนละเรื่องกันเลย แต่ก็นะครับ ถึงแม้ว่าฝั่งนี้จะใช้ง่าย แต่เวลาผมใช้ผมก็รู้สึกขัดๆในหลายๆอย่างเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะว่าใช้ Monster X U3.0R จนชินก็ได้ เพราะว่าเจ้าการ์ดตัวนั้น มันทำอะไรหลายๆอย่างได้มากกว่าการ์ดตัวนี้ แต่เจ้าการ์ดตัวนี้ มันมีความเพียบพร้อม และใช้ง่าย ต่างกันที่มันต้องใช้ประสบการณ์ และความรู้ที่ลึกกว่าเจ้า Avermedia ตัวนี้เท่านั้นเองครับ

ถ้าอยากจะเอามาใช้ในการ Live Streaming แนะนำว่าให้มองๆหาตัวอื่นดีกว่าครับ

เอาล่ะครับ หวังว่าการรีวิวคร่าวๆ ครั้งนี้ จะมีประโยชน์กับผู้ที่สนใจการ์ดตัวนี้นะครับ ผมคงให้ข้อมูลได้คร่าวๆเท่านี้ เพราะว่าผมได้เล่นกับมันเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้นครับ คงจะไม่ครบครันนักครับ

Copied title and URL